วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การใช้เทคโนโลยีในการปลูกพืช

การใช้เทคโนโลยีในการปลูกพืช.

    การปลูกพืชในปัจจุบันเจริญก้าวหน้าไปมาก เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกพืชทั้งในด้านวิธีการ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลิตผลช่วยให้บริโภคได้อย่างปลอดภัย ช่วยประหยัดแรงงานคน ประหยัดเวลาในการทำงาน ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม
                                    
       การใช้เทคโนโลยีในการปลูกพืชที่ได้รับความนิยม มีดังนี้
     (1) การปลูกพืชไร้ดิน 
          ประวัติความเป็นมาของการปลูกพืชไร้ดิน การปลูกพืชไร้ดินเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะความต้องการผลิตผลที่ปลอดสารพิษ ความต้องการพืชสดที่สะอาดอุดมด้วยวิตามิน ความสะดวกต่อการปลูกสำหรับพื้นที่ที่ไม่มีดินปลู เช่น ทะเลทราย สภาพดินเป็นเกาะหรือมีพื้นที่ปลูกน้อยและจำกัด
      
      (2) ประเภทของการปลูกพืชไร้ดิน
            การปลูกพืชไร้ดินแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
            (2.1) การปลูกพืชในสารละลาย(Water Culture) หรือไฮโดรพอนิกส์ (Hydroponics) คือ การปลูกโดยให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำสารละลายธาตุอาหารโดยตรง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ดังนี้          
               
             * การปลูกพืชโดยให้รากพืชแช่อยู่ในรางแบน ๆ ที่มีความลาดเอียงร้อยละ 1-3 มีสารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านเป็นชั้นแผ่นผิวบาง ๆ ตามช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยให้รากพืชได้รับความชื้นและออกชิเจนเพียงพอ
             * การปลูกพืชโดยให้รากพืชแช่อยู่ในกระบะน้ำสารละลายธาตุอาหารที่ระดับความลึกประมาณ2-15 เซนติเมตร
             * การปลูกพืชที่มีรูปแบบผสม โดยให้รากพืชแช่อยู่ในรางน้ำสารละลายธาตุอาหารที่ไหลผ่านอย่างช้าและต่อเนื่อง โดยมีระดับความสูงของน้ำในรางมากขึ้น
การปลูกพืชในสารละลาย


              (2.2) การปลูกพืชในวัสดุปลูก (substrate culture) คือการปลูกพืชลงในวัสดุปลูกชนิดอื่นที่ไม่ใช่ดิน และไม่ใช่สารละลายธาตุอาหารพืช ได้แก่ วัสดุอินทรียสาร เช่น ชานอ้อน ขี้เลื่อนขุยมะพร้าว แกลบ วัสดุอนินทรียสาร เช่น ทราย หิน กรวด เม็ดดินเผา และวัสดุสังเคราะห์ เช่น ทราย หิน กรวด เม็ดดินเผา และวัสดุสังเคราะห์ เช่น เม็ดโฟม ฟองน้ำ เส้นใยพลากติก 
                       นอกจากนี้ ยังมีการปลูกพืชไร้ดิน ซึ่งฉีดพ่นน้ำสารละลาย ธาตุอาหาร ให้กับรากพืชที่ลอยอยู่ในอากาศเป็นระยะ ๆ เพื่อควบคุมความชื้น ที่ เรียกว่า แอโรพอนืกส์ อีกด้วย 

                                                                   การปลูกพืชในวัสดุปลูก                                                             
      
          (3.) ความสำคัญของการปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรพอนิกส์
    การปลูกพืชในดินมักประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น ดินมีสภาพไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช เกิดโรคระบาดและมีแมลงศัตรูพืชที่อาศัยอยู่ในดิน ส่งผลให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นเพื่อกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชเหล่านี้ ดินจึงมีสารพิศตกค้างสะสมและเสื่อมโทรม ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาปรับปรุงวิธีการปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรพอนิกส์ขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกรในการแก้ปัญหาแก้ปัญหาดังกล่าว   
           (4.) ข้อดี-ข้อเสียของการปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรพอนิกส์ 
    การปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรพอนิกส์มีทังข้อดีและข้อเสีย ดังนี้
 ข้อดี
1. ปลูกได้ทุกที่ ทั้งกลางแจ้ง ในอาคารบ้านเรือน และพื้นที่คับแคบ 
2. ปลูกพืชได้ทุกฤดูกาลและทุกสภาพอากาศ 
3. ใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกพืขในดินเพราะไม่ต้องจัดเตรียมแปลงปลูก 
4. ใช้น้ำและปุ๋ย(สารละลายธาตุอาหารพืช)น้อยกว่าการปลูกพืชในดิน
5. ปลูกพืชได้ปริมาณมากและหนาแน่นกว่าการปลูกพืชไร้ดิน
6. ควบคุมสภาพแวดล้อมในการปลูกได้ เช่น อุณหภมูิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารพืช
7. ผลิตผลที่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเพราะมีการให้สารละลายธาตุอาหารพืชอย่างเพียงพอและพืชสามารถดูดธาตุอาหารในรูปไอออนหรือโมเลกุลขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. ลดปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชไม่มีปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว ผลผลิตมีคุณภาพ สะอาด ถูกหลักอนามัย และปลอดสารพืช 
 ข้อเสีย
1. ค่าใช้จ่ายในการซื้อการวัสดุ อุปกรณ์และการติดตั้งระบบสูงกว่าการปลูกพืชในดิน 
2. ผู้ปลูกพืชต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในการดูแลเอาใจใส่พืชที่ปลูกมากกว่าการปลูกพืชในดิน
3. หากมีการขัดข้องของการแสไฟฟ้าหรือการชำรุดของวัสดุ อุปกรณ์ โดยเฉพาะระบบการให้สารละลายธาตุอาหารพืชแล้วไม่รีบแก้ไข พืขอาจเจริญเตอบโตได้ไม่ดีและตายได้
4. เกิดโรคระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับราก เพราะพืชแต่ละตันใช้สารละลายธาตุอาหารพืชจากแหล่ง
5. พืชขาดจุลินทรีย์ที่จำเป็น เช่น ไรโซเบียมในปบรากถั่วที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้
6. พืชที่ปลูกแบบไร้ดินมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ผลขนาดเล็ก เช่น สตรอว์เบอร์รี
                                           

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

งานเกษตร

การปลูกพืช
1. ความหมายและความสำคัญของการปลูกพืช
    1) ความหมายของการปลูกพืช
            การปลูกพืช   หมายถึง การนำพันธุ์ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ ตันกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ดหรือเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช หรือหน่อ หัว และส่วนต่างๆ ของพืช ที่มาจาการขยายพันธุ์พืช ไปปลูกลงดินหรือวัสดุปลูกพืชที่เหมาะสม เช่น ดิน กาบมะพร้าว สารละลายธาตุอาหารพืช เพื่อให้พืชเจริญเติบโตและให้ผลิจผลพืชที่ปลูกโดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
             (1) พืชสวน เป็นพืชที่ต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก ปลูกโดยอาศัยน้ำจากแหล่งธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง หรือจากแหล่งน้ำที่สามารถควบคุมได้ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่ปลูก ดินปลูกและการดูแลบำรุงรักษา ต้องการความละเอียดประณีตมาก พืชสวนเป็นพืชที่มีทั้งอายุสั้นและอายุยืน ตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 10 ปี ขึ้นไป แบ่งออกเป็น ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชผักทั่วไป และ พืชสมุนไพร
                                 
พืชสวน(ลางสาด)
            (2) พืชไร่ เป็นพืชที่ต้องใช้พื้นที่ปลูกมากปลูกโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ และดินปลูกที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์มากนัก แต่ถ้าเป็นชาวไร่ที่ต้องการลงทุนสูงอาจใช้ระบบชลประทานที่ทันสมัย ให้น้ำและปุ๋ยตามความต้องการของพืช ไม่ต้องดูและมาก เพราะเป็นพืชที่มีอายุสั้น มีหลายชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ถั่งเหลือง ถั่วเขียว
                                          

พืชไร่(อ้อย)
    2) ความสำคัญของการปลูกพืช 
             การปลูกพืชมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ครอบครัว และอาชีพ ดังนี้  
            (1) ความสำคัญที่มีต่อการดำรงชีวิตและครอบครัว
                  (1.1) ก่อให้เกิดผลิตผลที่สามารถนำไปอุปโภคบริโภคได้ เช่น นำผักที่ปลูกในบริเวณบ้านหรือในบริเวณโรงเรียนมาประกอบอาหารรับประทาน นำไม้ดอก ไม้ประดับมาจัดใส่แจกันดอกไม้ ประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือน นำสมุนไพรมาสกัดเป็นสารที่กำจัดแมลงศัตรูพืช
                  (1.2) ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะค่าอาหาร ซึ่งไม่ตำเป็นต้องซื้อ เพราะสามารถปลูกผักไว้บริโภคภายในครัวเรือน จึงทำให้มีเงินเหลทอใช้
                  (1.3) ช่วยสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ให้แก่ผู้ปลูกในด้านความขยันหมั่นเพียร ความอดทนและประหยัด ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
                  (1.4) บรรยากาศให้สวยงาม ร่มรื่น และช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะพืชช่วยกรองฝุ่นละออง ผลิตแก๊สออกซิเจน และดูดซับแก็สคาร์บอนมอนอกไชต์ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมได้
                  (1.5) ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ปลูกและประชากรในชุมชน ท้องถิ่น และประเทศ เพราะเมื่่อทุกคนมีรายได้จากการปลูกพืชเพิ่มขึ้น ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ภาครัฐจึงจะนำเงินภาษีที่เก็บได้นี้ไปพัฒนาความเป็นอยู่ของประชากรให้ดีขึ้น
             (2) ความสำคัญที่มีต่ออาชีพ                 
                   (2.1) ช่วยให้สมาชิกในครอบครัว ชุมชน และสังคมมีงานทำและมีรายได้จากการประกอบอาชีพปลูกพืช ทั้งการปลูกพืชเป็นอาชีพหลักเพียวอย่างเดียว หรือปลูกพืชเป็นอาชีพรองเพื่อเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น เช่น ประกอบอาชีพครูเป็นหลัก และประกอบอาชีพรับจ้างจัดสวน ผลิตดินผสมเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพรอง
                   (2.2) เกิดอาชีพใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืช ซึ่งเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความต้องการผลิตภัณฑ์ใหม่ของตลาด เช่น อาชีพปลูกพืชไร้ดิน อาชีพจำหน่ายดินผสม อาชีพออกแบบและสร้างผลิตภัณฑ์ปลูกพืชง่าย ซึ่งใช้เป็นของขวัญของที่ระลึกได้ อาชีพผลิตสารสกัดสมุนไพรเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช อาชีพผลิตปุ์ยน้ำชีวภาพ อาชีพเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ