การใช้เทคโนโลยีในการปลูกพืช.
การปลูกพืชในปัจจุบันเจริญก้าวหน้าไปมาก เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการปลูกพืชทั้งในด้านวิธีการ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลิตผลช่วยให้บริโภคได้อย่างปลอดภัย ช่วยประหยัดแรงงานคน ประหยัดเวลาในการทำงาน ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม
การใช้เทคโนโลยีในการปลูกพืชที่ได้รับความนิยม มีดังนี้
(1) การปลูกพืชไร้ดิน
ประวัติความเป็นมาของการปลูกพืชไร้ดิน การปลูกพืชไร้ดินเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะความต้องการผลิตผลที่ปลอดสารพิษ ความต้องการพืชสดที่สะอาดอุดมด้วยวิตามิน ความสะดวกต่อการปลูกสำหรับพื้นที่ที่ไม่มีดินปลู เช่น ทะเลทราย สภาพดินเป็นเกาะหรือมีพื้นที่ปลูกน้อยและจำกัด
(2) ประเภทของการปลูกพืชไร้ดิน
การปลูกพืชไร้ดินแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
(2.1) การปลูกพืชในสารละลาย(Water Culture) หรือไฮโดรพอนิกส์ (Hydroponics) คือ การปลูกโดยให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำสารละลายธาตุอาหารโดยตรง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ดังนี้
* การปลูกพืชโดยให้รากพืชแช่อยู่ในรางแบน ๆ ที่มีความลาดเอียงร้อยละ 1-3 มีสารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านเป็นชั้นแผ่นผิวบาง ๆ ตามช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยให้รากพืชได้รับความชื้นและออกชิเจนเพียงพอ
* การปลูกพืชโดยให้รากพืชแช่อยู่ในกระบะน้ำสารละลายธาตุอาหารที่ระดับความลึกประมาณ2-15 เซนติเมตร
* การปลูกพืชที่มีรูปแบบผสม โดยให้รากพืชแช่อยู่ในรางน้ำสารละลายธาตุอาหารที่ไหลผ่านอย่างช้าและต่อเนื่อง โดยมีระดับความสูงของน้ำในรางมากขึ้น
การปลูกพืชในสารละลาย
(2.2) การปลูกพืชในวัสดุปลูก (substrate culture) คือการปลูกพืชลงในวัสดุปลูกชนิดอื่นที่ไม่ใช่ดิน และไม่ใช่สารละลายธาตุอาหารพืช ได้แก่ วัสดุอินทรียสาร เช่น ชานอ้อน ขี้เลื่อนขุยมะพร้าว แกลบ วัสดุอนินทรียสาร เช่น ทราย หิน กรวด เม็ดดินเผา และวัสดุสังเคราะห์ เช่น ทราย หิน กรวด เม็ดดินเผา และวัสดุสังเคราะห์ เช่น เม็ดโฟม ฟองน้ำ เส้นใยพลากติก
นอกจากนี้ ยังมีการปลูกพืชไร้ดิน ซึ่งฉีดพ่นน้ำสารละลาย ธาตุอาหาร ให้กับรากพืชที่ลอยอยู่ในอากาศเป็นระยะ ๆ เพื่อควบคุมความชื้น ที่ เรียกว่า แอโรพอนืกส์ อีกด้วย
การปลูกพืชในวัสดุปลูก
(3.) ความสำคัญของการปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรพอนิกส์
การปลูกพืชในดินมักประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น ดินมีสภาพไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช เกิดโรคระบาดและมีแมลงศัตรูพืชที่อาศัยอยู่ในดิน ส่งผลให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นเพื่อกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชเหล่านี้ ดินจึงมีสารพิศตกค้างสะสมและเสื่อมโทรม ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาปรับปรุงวิธีการปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรพอนิกส์ขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกของเกษตรกรในการแก้ปัญหาแก้ปัญหาดังกล่าว
(4.) ข้อดี-ข้อเสียของการปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรพอนิกส์
การปลูกพืชไร้ดินแบบไฮโดรพอนิกส์มีทังข้อดีและข้อเสีย ดังนี้
ข้อดี
1. ปลูกได้ทุกที่ ทั้งกลางแจ้ง ในอาคารบ้านเรือน และพื้นที่คับแคบ
2. ปลูกพืชได้ทุกฤดูกาลและทุกสภาพอากาศ
3. ใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกพืขในดินเพราะไม่ต้องจัดเตรียมแปลงปลูก
4. ใช้น้ำและปุ๋ย(สารละลายธาตุอาหารพืช)น้อยกว่าการปลูกพืชในดิน
5. ปลูกพืชได้ปริมาณมากและหนาแน่นกว่าการปลูกพืชไร้ดิน
6. ควบคุมสภาพแวดล้อมในการปลูกได้ เช่น อุณหภมูิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารพืช
7. ผลิตผลที่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเพราะมีการให้สารละลายธาตุอาหารพืชอย่างเพียงพอและพืชสามารถดูดธาตุอาหารในรูปไอออนหรือโมเลกุลขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. ลดปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชไม่มีปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว ผลผลิตมีคุณภาพ สะอาด ถูกหลักอนามัย และปลอดสารพืช
ข้อเสีย
1. ค่าใช้จ่ายในการซื้อการวัสดุ อุปกรณ์และการติดตั้งระบบสูงกว่าการปลูกพืชในดิน
2. ผู้ปลูกพืชต้องมีความรู้ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในการดูแลเอาใจใส่พืชที่ปลูกมากกว่าการปลูกพืชในดิน
3. หากมีการขัดข้องของการแสไฟฟ้าหรือการชำรุดของวัสดุ อุปกรณ์ โดยเฉพาะระบบการให้สารละลายธาตุอาหารพืชแล้วไม่รีบแก้ไข พืขอาจเจริญเตอบโตได้ไม่ดีและตายได้
4. เกิดโรคระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับราก เพราะพืชแต่ละตันใช้สารละลายธาตุอาหารพืชจากแหล่ง
5. พืชขาดจุลินทรีย์ที่จำเป็น เช่น ไรโซเบียมในปบรากถั่วที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้
6. พืชที่ปลูกแบบไร้ดินมีไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นผัก ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ผลขนาดเล็ก เช่น สตรอว์เบอร์รี


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น